ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติตามมาตรา 24 (1) และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นตามมาตรา 26 (5) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2566

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการที่เหมาะสมสําหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับ การศึกษาวิจัยหรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยที่มาตรา ๒๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติ ให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล อาจกระทําได้ หากเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนด และมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชือในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทํานองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนด โดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล อาจกระทําได้หากเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นการจําเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือ ประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระทําเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จําเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนด อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๖ (๔) ประกอบมาตรา ๒๔ (๑) และมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการ ที่เหมาะสมสําหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัย หรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖” ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพันกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๓ ในประกาศนี้ “การศึกษาวิจัย” หมายความว่า การดําเนินการเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้า การวิเคราะห์ การทดลอง การทดสอบ หรือการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่หรือหลักการ ทางวิชาการในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ความรู้หรือหลักการทางวิชาการนั้น ทั้งที่เป็น การดําเนินการในระดับพื้นฐาน (fundamental or basic) และระดับประยุกต์ (applied) และรวมถึง การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากความรู้หรือหลักการทางวิชาการดังกล่าวด้วย “สถิติ” หมายความว่า การดําเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การสํารวจ การประมวลผล การวิเคราะห์ และการสรุปผลจากข้อมูล ตลอดจนการแสดงผลหรือเผยแพร่ผลจากการดําเนินการ ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อการเปรียบเทียบหรืออ้างอิงในภาพรวม โดยไม่ได้มุ่งหมายที่จะนําข้อมูลหรือผลจาก การดําเนินการดังกล่าวมามีผลต่อการตัดสินใจหรือดําเนินการใดเกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ใดผู้หนึ่ง และให้หมายความรวมถึงการดําเนินงานทางสถิติและการสํารวจตามกฎหมายว่าด้วยสถิติด้วย “ความเสี่ยงขั้นตํ่า” หมายความว่า ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายต่อผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย ในระดับตํ่า (minimal risk) ซึ่งอาจเทียบได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป ในชีวิตประจําวันต่อผู้ที่มีสุขภาพดีในสภาพแวดล้อมปกติทั่วไป หรือในการตรวจหรือการทดสอบสุขภาพ ทางกายภาพหรือทางจิตใจโดยทั่วไป ((routine physical or psychological examinations or tests) ข้อ ๔ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติ ตามมาตรา ๒๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการปกป้อง ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) ที่จําเป็นด้วย เพื่อควบคุมให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เป็นไป เท่าที่จําเป็นภายใต้วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติ โดยคํานึงถึงหลักการทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย (๒) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสม กับความเสี่ยงที่มีต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนดตามมาตรา ๓๗ (๑) และครอบคลุมถึงการดําเนินการ ในขั้นตอนต่าง ๆ ของผู้ดําเนินการในการศึกษาวิจัยหรือสถิติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (๓) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อควบคุมและกํากับดูแล ให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย โดยคํานึงถึงระดับความเสี่ยง และกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องสําหรับการศึกษาวิจัยหรือสถิติในประเภท หรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ในการดําเนินการตาม (๑) และ (๒) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจพิจารณาดําเนินการทําให้ ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือทําการแฝงข้อมูล (pseudonymization) เพื่อลดความเสี่ยงในการระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือทําการเข้ารหัสข้อมูล (encryption) หรือใช้มาตรการอื่นในลักษณะเดียวกัน อย่างเหมาะสม ตามระดับความเสี่ยงได้ โดยคํานึงถึงปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็น ที่ยอมรับสําหรับหน่วยงานหรือกิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ลักษณะและ วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ ในการดําเนินการประกอบกัน หากสามารถทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติได้ ข้อ ๕ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชือในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลในทํานองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนด โดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นการจําเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์ สาธารณะอื่น ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องพิจารณาเหตุผลความจําเป็นแล้วเห็นว่า การเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นดังกล่าว เป็นกรณีที่มีความจําเป็น โดยอาจเป็นความจําเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ ความจําเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดําเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อํานาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ความจําเป็นตามวัตถุประสงค์ ภารกิจ หรือบทบาทหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ความจําเป็น เพื่อประโยชน์ในการได้มาซึ่งความรู้ใหม่หรือหลักการทางวิชาการในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง รวมถึง การเผยแพร่ความรู้หรือหลักการทางวิชาการนั้น ความจําเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากความรู้หรือหลักการทางวิชาการดังกล่าว หรือความจําเป็นในการดําเนินงานทางสถิติเพื่อประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ (๒) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) ที่จําเป็นด้วย เพื่อควบคุมให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เป็นไป เท่าที่จําเป็นภายใต้วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น โดยคํานึงถึงหลักการทางวิชาการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย (๓) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสม กับความเสี่ยงที่มีต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นตําที่คณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกําหนดตามมาตรา ๓๗ (๑) และครอบคลุมถึงการดําเนินการ ในขั้นตอนต่าง ๆ ของผู้ดําเนินการในการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (๔) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อควบคุมและกํากับดูแล ให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ขัดต่อ กฎหมาย โดยคํานึงถึงระดับความเสี่ยง และกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องสําหรับ การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ ในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยมีคณะกรรมการจริยธรรมการศึกษาวิจัยในคนหรือคณะบุคคลในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจเป็น คณะกรรมการหรือคณะบุคคลภายในสังกัดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือภายนอกก็ได้ แต่ต้องไม่มี ผู้ดําเนินการในการศึกษาวิจัยที่จะมีส่วนได้เสียในการศึกษาวิจัยเรื่องนั้นอยู่ด้วย เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ หรือรับรองก่อนเริ่มการศึกษาวิจัยนั้น และควบคุมและกํากับดูแลการศึกษาวิจัยนั้นให้เป็นไป ตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นที่ยอมรับ ดังกล่าว ให้หมายความรวมถึงเนื้อหาตามเอกสาร ดังต่อไปนี้ (ก) The Belmont Report: Ethical Principles and Guidelines for the Protection of Human Subjects of Research, Report of the National Commission for the Protection of Human Subjects of Biomedical and Behavioral Research lau Department of Health, Education, and Welfare ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ค.ศ. ๑๙๗๙ (พ.ศ. ๒๕๖๗) (ข) Good Clinical Practice (GCP) las The International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use (ICH) ฉบับที่มีการประกาศใช้ล่าสุดในขณะที่ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (ค) International Ethical Guidelines for Health-related Research Involving Humans โดย Council for International Organizations of Medical Sciences (CIOMS) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ฉบับที่มีการประกาศใช้ล่าสุด ในขณะที่ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ในการดําเนินการตาม (๒) และ (๓) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลควรพิจารณาดําเนินการ ทําให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือทําการ แฝงข้อมูล (pseudonymization) เพื่อลดความเสี่ยงในการระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือทําการเข้ารหัสข้อมูล (encryption) หรือใช้มาตรการอื่นในลักษณะเดียวกัน อย่างเหมาะสม ตามระดับความเสี่ยง โดยคํานึงถึงปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็น ที่ยอมรับสําหรับหน่วยงานหรือกิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ลักษณะ และวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และ ความเป็นไปได้ในการดําเนินการประกอบกัน หากสามารถทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัย ทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นได้ ข้อ ๖ ภายใต้บังคับข้อ ๔ และข้อ ๕ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติ ตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มี มาตรการดังต่อไปนี้ด้วย (๑) แม้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้อง กํากับดูแลให้ผู้ดําเนินการในการศึกษาวิจัยหรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือผู้ดําเนินการในการ ศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) ทําการขอความยินยอม ในการเข้าร่วมการศึกษาวิจัย (informed consent for research participation) จากผู้เข้าร่วม การศึกษาวิจัย (research subject) เว้นแต่จะเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้ (ก) การศึกษาวิจัยหรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง หรือที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมตามวัตถุประสงค์อื่น และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ดําเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว (ข) การศึกษาวิจัยหรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) นั้นจะไม่สามารถดําเนินการได้หากต้องขอความยินยอม หรือการขอความยินยอมหรือการบันทึกการให้ความยินยอมเป็นหนังสือจะยิงทําให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยเกินสมควร ประกอบกับ การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิตินั้นมีคุณค่าที่สําคัญต่อสังคม และมีความเสี่ยง ไม่เกินความเสี่ยงขั้นตํ๋า (no more than minimal risks) ต่อผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย (ค) กรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมในการเข้าร่วมการศึกษาวิจัย (waiver of informed consent for research participation) ตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือตามที่คณะกรรมการจริยธรรมการศึกษาวิจัยในคนหรือคณะบุคคลตามข้อ ๕ (๔) กําหนด (๒) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือ สถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ การศึกษาวิจัย รายละเอียดของการศึกษาวิจัยโดยสังเขป ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเก็บรวบรวมในการศึกษาวิจัย ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาวิจัย ความเสี่ยงหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย จากการศึกษาวิจัยนั้น และสิทธิของผู้นั้นในการศึกษาวิจัยดังกล่าว (หากมี) พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลทราบรายละเอียดตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย และจะต้องไม่มีการปกปิดข้อมูลดังกล่าว (withholding information) แก่ผู้เข้าร่วม การศึกษาวิจัย หรือทําการหลอกลวงผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย (deception) เว้นแต่จะเป็นกรณีที่สามารถ กระทําได้ภายใต้กรอบและเงื่อนไขตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ขัดต่อ กฎหมาย หรือตามที่คณะกรรมการจริยธรรมการศึกษาวิจัยในคนหรือคณะบุคคลตามข้อ ๕ (๔) กําหนด (๓) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือ สถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) ซึงการใช้สิทธิขอเข้าถึงหรือขอรับสําเนาข้อมูลส่วนบุคคล ที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยอาจทําให้การศึกษาวิจัยดังกล่าว ไม่สามารถบรรลุผลได้ เช่น กรณีผู้ดําเนินการในการศึกษาวิจัยจําเป็นต้องทําการปกปิดการจัดสรร ผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย (allocation concealment) หรือทําการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการทดลอง (blinding) ในการทดลองทางคลินิก (clinical trials) เพื่อให้ผลการศึกษาวิจัยมีความเที่ยงตรง (valid) ลดอคติ (bias) และน่าเชื่อถือ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องกํากับดูแลให้ผู้ดําเนินการ ในการศึกษาวิจัยแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทราบถึงข้อจํากัดในการ ขอเข้าถึงหรือขอรับสําเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวในการขอความยินยอมในการเข้าร่วมการศึกษาวิจัย ตาม (๑) หรือการแจ้งข้อมูลตาม (๒) (หากมี) หรือก่อนเริ่มขั้นตอนการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง จนกว่าการศึกษาวิจัยจะเสร็จสิ้นหรืออยู่ในขั้นตอนที่สามารถให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าถึงหรือ รับสําเนาข้อมูลดังกล่าวได้โดยไม่เสียวัตถุประสงค์ดังกล่าว และในกรณีที่คณะกรรมการจริยธรรมการ ศึกษาวิจัยในคนหรือคณะบุคคลตามข้อ ๕ (๔) กําหนดเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติตามที่กําหนด ข้อ ๗ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัย หรือสถิติตามมาตรา ๒๔ (๑) หรือการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือ ประโยชน์สาธารณะอื่นตามมาตรา ๒๖ (๕) (ง) ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดําเนินการตามกฎหมายนั้น แต่มาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วม การศึกษาวิจัยหรือสถิติ หรือการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์ สาธารณะอื่นดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามที่กําหนดในประกาศนี้ด้วย ข้อ ๘ ให้ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

หากท่านต้องการเอกสาร พ.ร.บ. นี้อย่างเป็นทางการ กรุณาใช้ ไฟล์ pdf จาก website สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สำรอง)

Website นี้พัฒนาขึ้นแบบ open source ท่านสามารถร่วมแก้ไข ปรับปรุงได้ บน GitHub

หากพบข้อผิดพลาด หรือต้องการเสนอแนะ กรุณาติดต่อศูนย์ SiData+ หรือ GitHub นี้