ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๖ (๔) ประกอบมาตรา ๓๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ประกาศอฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕” ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ในประกาศนี้ “การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า การละเมิดมาตรการรักษาความมันคงปลอดภัย ที่ทําให้เกิดการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจาก อํานาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ การกระทําโดย ปราศจากอํานาจหรือโดยมิชอบ การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด “สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อ ๔ เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องแจ้งแก่ สํานักงานหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เหตุที่เกิดจากการละเมิดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่ทําให้เกิดการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอํานาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเกิดจาก เจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ การกระทําโดยปราศจากอํานาจหรือโดยมิชอบ การกระทํา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งอาจเกิดจากการกระทําของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่ดําเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคําสังหรือในนามของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตลอดจนพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว หรือบุคคลอื่น หรือเหตุปัจจัยอื่น โดยเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือหลายประเภท ดังต่อไปนี้ (๑) การละเมิดความลับของข้อมูลส่วนบุคคล (Confidentiality Breach) ซึ่งมีการเข้าถึง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยปราศจากอํานาจหรือโดยมิชอบ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดบกพร่อง หรืออุบัติเหตุ (๒) การละเมิดความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลส่วนบุคคล (Integrity Breach) ซึ่งมีการ เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ครบถ้วน โดยปราศจากอํานาจ หรือโดยมิชอบ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ (๓) การละเมิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล (Availability Breach) ซึ่งทําให้ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือมีการทําลายข้อมูลส่วนบุคคล ทําให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ใน สภาพที่พร้อมใช้งานได้ตามปกติ ข้อ ๕ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับแจ้งข้อมูลในเบื้องต้นจากผู้ใด ไม่ว่าโดยทางวาจา เป็นหนังสือ หรือวิธีการอื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบเอง ว่ามีหรือน่าจะมี เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดําเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคลในเบื้องต้นโดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทําได้ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพึงดําเนินการตรวจสอบมาตรการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และ มาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล นั้นเอง ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ดําเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคําสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตลอดจนพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เพื่อให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถยืนยันได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องพิจารณารายละเอียดจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเมินความเสี่ยง ที่การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล (๒) หากระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตาม (๑) พบว่า มีความเสียงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดําเนินการ ด้วยตนเองหรือสังการให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้เกี่ยวข้องดําเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไข เพื่อให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดหรือไม่ให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลส่งผลกระทบเพิ่มเติม โดยทันทีเท่าที่จะสามารถกระทําได้ ทั้งนี้ อาจใช้มาตรการทางบุคลากร กระบวนการ หรือเทคโนโลยี ที่จําเป็นและเหมาะสม (๓) เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตาม (๑) แล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรเชือว่ามีการละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคลจริง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดแก่สํานักงานโดยไม่ชักช้าภายใน เจ็ดสิบสองชัวโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทําได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสียง ที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล (๔) ในกรณีที่การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความเสียงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ พร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย (๕) ดําเนินการตามมาตรการที่จําเป็นและเหมาะสมเพื่อระจงับ ตอบสนอง แก้ไข หรือฟื้นฟู สภาพจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว รวมทั้งป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะเดียวกันในอนาคต ซึ่งรวมถึงการทบทวนมาตรการรักษาความมันคง ปลอดภัยเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงระดับ ความเสียงตามปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับสําหรับหน่วยงานหรือ กิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ในการดําเนินการประกอบกัน ข้อ ๖ ในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สํานักงาน ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดําเนินการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแจ้งผ่านโดยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดตามที่สํานักงานกําหนด โดยในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคลต้องระบุสาระสําคัญดังต่อไปนี้เท่าที่จะสามารถกระทําได้ (๑) ข้อมูลโดยสังเขปเท่าที่จะสามารถระบุได้เกี่ยวกับลักษณะและประเภทของการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาจบรรยายถึงลักษณะและจํานวนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือลักษณะและ จํานวนรายการ (records) ของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด (๒) ชื่อ สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณี ที่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือชื่อ สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของบุคคลที่ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลมอบหมายให้ทําหน้าที่ประสานงานและให้ข้อมูลเพิ่มเติม (๓) ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (๔) ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือจะใช้เพื่อป้องกัน ระงับ หรือ แก้ไขเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือเยียวยาความเสียหาย โดยอาจใช้มาตรการทางบุคลากร กระบวนการ หรือเทคโนโลยี หรือมาตรการอื่นใดที่จําเป็นและเหมาะสม ข้อ ๗ ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นที่ทําให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้ากว่าเจ็ดสิบสอง ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น การดําเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่จําเป็น หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลอาจขอให้สํานักงานพิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ล่าช้าได้ โดยให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลชี้แจงเหตุผลความจําเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดง ให้เห็นว่ามีเหตุจําเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ทําให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า โดยจะต้อง แจ้งแก่สํานักงานโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบท้าวันนับแต่ทราบเหตุ สํานักงานอาจแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลชี้แจงเหตุผลหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมภายหลังได้ และหากสํานักงานพิจารณาแล้วเห็นควรให้ยกเว้นความผิดจากการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ล่าช้า เนื่องจากมีเหตุจําเป็น ให้ถือว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับยกเว้นการดําเนินการแจ้งเหตุ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สํานักงานตามกําหนดเวลาในมาตรา ๓๓ (๕@) การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สํานักงานไม่เป็นเหตุยกเว้นหน้าที่หรือความรับผิด ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นหรือกฎหมายอื่น ข้อ ๘ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีข้อตกลงกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อควบคุมการดําเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือมอบหมายหรือสังการให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดําเนินการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคําสั่งหรือในนามของตนเอง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องระบุไว้ในข้อตกลงหรือในสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งเหตุ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทําได้เช่นกัน ข้อ ๙ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจยกข้อยกเว้นการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แก่สํานักงานเพื่อประกอบการพิจารณาได้ หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพิสูจน์ได้ว่าเหตุการละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคลนั้น ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งรวมถึงกรณีที่ข้อมูล ส่วนบุคคลตามเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้เนื่องจากมีมาตรการทางเทคโนโลยี ที่เพียงพอ หรือเหตุอื่นใดที่เชื่อถือได้ ในการยกข้อยกเว้นดังกล่าว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารหรือ หลักฐานเกี่ยวกับเหตุที่ควรได้รับการยกเว้น ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั้นคง ปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอื่นใด ให้สํานักงานพิจารณา ข้อ ๑๐ เมื่อมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้แจ้งเหตุ การละเมิดแก่สํานักงานแล้วหรืออยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อแจ้งสํานักงาน หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความเสียงสูงที่จะมีผลกระทบ ต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลพร้อม สาระสําคัญดังต่อไปนี้ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบทราบเท่าที่จะสามารถกระทําได้ โดยไม่ชักช้า (๑) ข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับลักษณะของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (๒) ชื่อ สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือบุคคล ที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมอบหมายให้ทําหน้าที่ประสานงาน (๓) ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจากเหตุการละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคล (๔) แนวทางการเยียวยาความเสียหายของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลโดยสังเขป เกี่ยวกับมาตรการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือจะใช้เพื่อป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาจใช้มาตรการทางบุคลากร กระบวนการ หรือเทคโนโลยี หรือมาตรการอื่นใด ที่จําเป็นและเหมาะสม รวมถึงข้อแนะนําเกี่ยวกับมาตรการที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอาจดําเนินการ เพิ่มเติมเพื่อป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือเยียวยาความเสียหาย ข้อ ๑๑ ในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับ ผลกระทบทราบ หากโดยสภาพไม่สามารถดําเนินการแจ้งเป็นรายบุคคลเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้เนื่องจากไม่มีวิธีการติดต่อ หรือโดยเหตุจําเป็นอื่นใด ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจแจ้ง เหตุการละเมิดแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกลุ่ม หรือแจ้งเป็นการทั่วไปผ่านสื่อสาธารณะ สื่อสังคม ออนไลน์ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับบลกระทบ หรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงการแจ้งดังกล่าวได้ การแจ้งเหตุการละเมิดแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกลุ่ม หรือแจ้งเป็นการทั่วไป จะต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อ ๑๒ ในการประเมินความเสียงสําหรับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ว่ามีความเสียงที่จะมี ผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพียงใด ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจพิจารณาจากปัจจัย ดังต่อไปนี้ (๑) ลักษณะและประเภทของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (๒) ลักษณะหรือประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด (๓) ปริมาณของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด ซึ่งอาจพิจารณาจากจํานวนเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลหรือจํานวนรายการ (records) ของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด (๔) ลักษณะ ประเภท หรือสถานะของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบ รวมถึง ข้อเท็จจริงว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยผู้เยาว์ ผู้พิการ ผู้เร้ความสามารถ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลเปราะบาง (vulnerable persons) ที่ขาดความสามารถในการ ปกป้องสิทธิและประโยชน์ของตนเนื่องจากข้อจํากัดต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ เพียงใด (๕) ความร้ายแรงของผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และประสิทธิผลของมาตรการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้ หรือจะใช้เพื่อป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือเยียวยาความเสียหาย ต่อการบรรเทาผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (๖) ผลกระทบในวงกว้างต่อธุรกิจหรือการดําเนินการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือ ต่อสาธารณะจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (๓) ลักษณะของระบบการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด และมาตรการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งที่เป็นมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) รวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) (๘) สถานะทางกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล รวมทั้งขนาดและลักษณะของกิจการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ข้อ ๑๓ ให้ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

หากท่านต้องการเอกสาร พ.ร.บ. นี้อย่างเป็นทางการ กรุณาใช้ ไฟล์ pdf จาก website สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สำรอง)

Website นี้พัฒนาขึ้นแบบ open source ท่านสามารถร่วมแก้ไข ปรับปรุงได้ บน GitHub

หากพบข้อผิดพลาด หรือต้องการเสนอแนะ กรุณาติดต่อศูนย์ SiData+ หรือ GitHub นี้